Home

เส้นทางการเป็น Clown

อีเมล พิมพ์ PDF

สวัสดีครับ ผมชื่อ ว่าที่ ร.ต.โสพนา  กิติศรีวรพันธุ์  เพื่อนๆในวงการเรียกผมว่า มิสเตอร์โป๊ยก่ายปัจจุบันทำงานประจำอยู่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย หลังจากการเลิกงาน ผมก็มาเป็น Clown ครับหลายคนอาจจะยังไม่รู้จัก แต่ถ้าบอกว่า (ตัวตลกจมูกแดงๆ ใส่ชุดสีสันสดใสที่คอยสร้างความบันเทิงให้กับเด็กๆหรืออาจจะเป็นผู้ใหญ่ด้วยในบางครั้ง) หลายคนอาจต้องร้องอ๋อ.....  หน้าที่ของผมก็คือการสร้างรอยยิ้ม และการเรียกเสียงหัวเราะและคอยสร้างความสุขครับ สำหรับอุปกรณ์ของผมก็คือ ลูกโป่งที่คอยบิดดัดเป็นรูปต่างๆ อาทิเช่น หมี หมา ดาบ ปืน แมว หมา  กระต่าย โดราเอมอน อุลตร้าแมน ปลานีโม ช่อดอกไม้  กระเช้าผลไม้ ฯลฯ และบางครั้งก็เล่นกลเพื่อสร้างความบันเทิงด้วยครับ

                แต่เบื้องหลังความความสวยงามและเสียงหัวเราะนั้นมันมีเหมือนมีปมอะไรบางอย่างที่อยู่ในใจ ย้อนหลังกลับไปเมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว ผมมักจะหาหนังสือประเภทการฝึกอาชีพมาอ่านเช่นหนังสือแก้จน หนังสือตั้งตัว หนังสือชี้ช่องทางรวย ฯลฯ เพื่อหาอาชีพที่คอยสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัวแต่เนื่องจากภาระค่าใช้จ่ายภายในครอบครัวของผมนั้นสูงมาก  เพราะพ่อผมป่วยมากรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เป็นผู้ป่วยนอก 199 ครั้ง ผู้ป่วยใน 22 ครั้ง  ทำให้ผมไม่สามารถอยู่นิ่งๆ ได้หรือหายใจทิ้งไปวันๆ เหมือนกับคนอื่นๆ  ผมมีความคิดว่าถ้าเราเหนื่อยนั่งพักเดี๋ยวก็หาย และนี้ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ผมต้องทำงานที่จุฬาฯ  ผมต้องทำทุกอย่างเพื่อต่อสู้กับความยากจนและเพื่อให้ครอบครัวอยู่รอด สำหรับงานที่ผมเคยทำนะหรือ ครับไม่ว่าจะเป็นเด็กเก็บลูกเทนนิส  ถีบรถสามล้อรับจ้าง ขายข้าวต้มมัดเดินตามบ้านแล้วร้องว่า ข้าวต้มมัดมาแล้วครับหลายท่านคงเคยได้ยินมาบ้าง  บางครั้งเป็นเด็กในตลาดเด็ดพริกปอกผักเข็นผักในตลาด รับจ้างทั่วไป ถางหญ้า ฯลฯ  เอาทุกอย่างว่างั้นเถอะ ภาพการทำงานเหล่านี้ยังคงติดอยู่ในหัวใจของผมคงยังไม่มีวันลืม และก็คงไม่ลืมไปตลอดชีวิต  มันเป็นเหมือนความฝันถึงแม้บางครั้งอาจจะเป็นฝันร้าย สำหรับพ่อผมที่ป่วยหรือครับ ท่านเป็นเบาหวานและโรคหลอดเลือดในสมองอุดตัน ทำให้ต้องผ่าตัดเอากระโหลกออกมาครึ่งซีกและเป็นอัมพาตซีกซ้ายไม่สามารถลุกเดินไปไหนมาไหนได้ไม่มีโอกาสออกไปสัมผัสกับโลกภายนอก  นั่งก็ไม่ได้ สะโพกก็ไม่ค่อยได้ใช้งานจึงทำให้เปาะจึงเป็นเหตุให้ต้องผ่าตัดทำให้ต้องใส่ของเทียมมาโดยตลอด กล้ามเนี้อการกลืนก็อ่อนแอลงเนื่องจากต้องนอนนิ่งๆอยู่บนเตียงจึงต้องเจาะคอเพื่อไม่ให้ติดเชื้อทางเดินอาหารต้องคอยดูดเสมหะตลอด กินก็ไม่ได้ ต้องให้อาหารทางหน้าท้องต้องคอยผสมอาหารเหลวทานวันละ 4 มื้อ มื้อสุดท้ายก็คือเที่ยงคืนครับเป็นอย่างนี้ทุกวัน  ปัสสวะก็ไม่ได้ต้องมีสายปัสสวะทางหน้าท้องเนื่องจากของเดิมสวนสายยางทางปัสสวะแล้วติดเชื้อทางเดินปัสสวะบ่อยมากทำให้เป็นไข้ติดเชื้อในกระแสเลือดนับครั้งไม่ถ้วน  ถ่ายก็ไม่ได้ต้องถ่ายทางหน้าท้อง  เดิมใช้วิธีล้วงด้วยมือทำความสะอาด สื่อสารกับเราได้น้อยมาก และที่สำคัญกว่านั้นครอบครัวของผมเราช่วยกันดูแลเป็นปี ที่ 8 แล้วครับ เพราะฉะนั้นผมต้องหาทางทุกวิถีทางให้สามารถอยู่รอดได้โดยวิธีการหาเงินบนหนทางที่ยากลำบากและที่สำคัญที่สุดคือต้องสุจริตครับสิ่งหนึ่งที่ผมภูมิใจมากที่สุดก็คือไม่ว่าจะลำบากแค่ไหนก็ตามผมก็หามาด้วยความสุจริตเสมอ

จนมาวันหนึ่งใกล้จะถึงเทศกาลวันลอยกระทงผมก็ต้องการหาเงินแต่ไม่รู้ว่าจะหาเงินอย่างไรจึงไปปรึกษาพ่อของเพื่อน

ซึ่งเดิมแก่มีอาชีพขายลูกโป่งสวรรค์และขายของเล่นเด็กแบบเดินขายอยู่ ทำมาเป็นอาชีพจริงๆ ผมถามแก่ว่าขายมากี่ปีแล้วครับแกบอกว่า ประมาณ 30 ปีแล้ว ผมจึงปรึกษาว่าผมจะขายอะไรได้บ้างวันลอยกระทงพ่อเพื่อนผมนิ่งไปซักพักแล้วบอกผมว่าไม่ต้องไปขายอะไรหรอก ขายลูกโป่งแบบพ่อนี้แหละ แล้วคำพูดต่อมาก็บอกว่า ถ้าไม่อาย (สำหรับผมแล้วไม่มีคำว่าอายแล้วครับเพราะผมต้องการเงินไปให้ครอบครัวผม) พ่อเพื่อนบอกว่าถ้าไม่อายวันนี้ขายเลยไหม  เดี๋ยวพ่อทำให้ก่อน แล้วพรุ่งนี้พ่อจะหัดให้ลองทำดูผมตอบแถบไม่คิดเลยครับ เอาครับผมจะลองขายดู  วันนั้นผมถือหลักลูกโป่งพร้อมลูกโป่งสีสันสดใสออกจากบ้านพ่อเพื่อนตอนประมาณสักสี่โมงเย็นจะได้เดินขายไปเรื่อย แล้วก็กลับจากการขายประมาณ หกโมงครึ่งสรุปผมใช้เวลาขายประมาณ สองชั่วโมงครึ่งครับได้เงินมาสี่ร้อยหกสิบบาท ซึ่งตอนนั้นผมถือว่าเยอะมากสำหรับผม ในใจก็คิดว่าลูกโป่งนั้นไม่ธรรมดาก็ลองคิดดูเล่นๆน่ะครับ ถ้าผมขายทุกวัน ผมจะได้เงินประมาณ หมื่นกว่าบาทในแต่ละเดือน ซึ่งถ้าทำงานประจำผมต้องจบอะไรมาถึงจะได้เงินเดือนหมื่นกว่าบาทในระยะเริ่มต้น จากนั้นมาผมก็ไปขายตลาดนัดทั่วสมุทรปราการ ประมาณ 36 ตลาดนัด  พาหนะคู่ใจของผมก็คือมอเตอร์ไซด์คันเก่าๆ คันหนึ่ง แบกสัมภาระมากมายภาพเหล่านี้เพื่อนบ้านของผมเห็นจนชินตาบางครั้งผมใช้วิธีถามจากแม่ค้าพ่อค้าว่ามีตลาดไหนบ้าง  บางครั้งก็เข้ามาขายในเขตกรุงเทพฯ ผมขายทุกวันวันธรรมดาผมขายเฉพาะตอนเย็นหลังจากกลับมาจากทำงาน วันเสาร์,วันอาทิตย์ ผมก็ขายตั้งแต่เช้าตอนพระอาทิตย์กำลังขึ้นไปจนตอนสายๆ จึงเข้าบ้าน พอบ่ายๆ ก็ออกไปขายอีกรอบจนถึงพระอาทิตย์ตกครับ  จนวันหนึ่งผมก็ขายเหมือนเดิมปกติแต่มีอีกเจ้าหนึ่งก็เข้ามาขายลูกโป่งเหมือนกันครับแต่แตกต่างกับผมซึ่งผมถือหลักลูกโป่งแล้วมีลูกโป่งกลมๆผูกติดกับก้านลูกโป่งแค่นั้นแต่เขาบิดลูกโป่งยาวๆแล้วกลายเป็นรูปหนอนครับผมเพิ่งเคยเห็นลูกโป่งที่สามารถบิดเป็นรูปหนอนได้เป็นครั้งแรกครับเขาขายดีมากผมขายได้แค่ 2 ใบได้เงินมา 20 บาทแล้วผมก็ซื้อลูกโป่งที่เขาบิดเป็นรูปหนอนจากเขา ในใจไม่ได้คิดแค้นใจ แต่คิดว่าเขาทำได้ไงและเราจะหาความรู้นี้ได้จากที่ไหน ผมจึงค้นหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต โชคดีมากครับ มีโครงการสอนบิดลูกโป่งฟรีครับ ของนิตยสารแก้จน สอนโดยคุณเป็นต่อ บางกอกบอลลูน เค้าเปิดรับสมัครนักเรียนเรียนฟรีเป็นวันสุดท้าย ผมจึงรีบโทรขอเรียนกับคุณเป็นต่อ วันรุ่งขึ้นผมก็ไปเรียนพร้อมกับแม่ผมอีกคนมีคนเรียนในชั้นประมาณ 5 คนครับ สอนได้ 1 วันผมก็บิดไม่ได้เรื่องเลยครับแต่ผมก็ฝึกซ้อมทุกวันและก็ลองออกขายดูและก็ลองหาหนังสือมาอ่านค้นหาข้อมูลการบิดดัดลูกโป่งจากหนังสือ อ.ปรีชา กระจังทอง และหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต ผมออกขายทุกวันยกเว้นเพียงวันฝนตกเท่านั้น ทั่วจังหวัดสมุทรปราการ คลองเตยบ้าง ฝั่งธนฯบ้าง ต่างจังหวัดบ้างไม่ว่าจะเป็น งานโคนมสระบุรี  งานเคาน์ดาวน์บางแสน งานกาชาดเพชรบุรี งานกาชาดสุพรรณบุรี ฯลฯ ว่าง่ายๆ ค้นข้อมูลจากปฎิทินการท่องเที่ยวเลยครับว่ามีงานที่ไหน ผมก็จะไปขาย ผมขายแบบนี้เป็นเวลา 2 ปีกว่าครับ มีคนๆหนึ่งเดินมาเจอผมที่ตลาดนัดแถวบ้านเขาแนะนำตัวว่าเขาชื่อ คุณแก่น ผมเป็น Clown เคยทำงานอยู่ดรีมเวิลด์เขาแนะนำตัวแล้วก็พูดว่าฝีมือดีนิ ทำไมไม่ลองเปลี่ยนอาชีพไปเป็น Clown บ้างล่ะผมก็ถามว่าแล้วมันคืออะไรครับ เค้าก็อธิบายให้ผมฟังว่าตัวตลกคอยเล่นกันเด็กๆ แล้วก็เอาลูกโป่งที่ผมเคยบิดดัดน่ะไปบิดแจกเด็กๆ บางคนก็เรียกว่า โบโซ่ แล้วคุณแก่น ก็เรียกผมไปสอนวิธีการนำเสนอถึงที่บ้าน จากนั้นผมก็ลองศึกษาหาข้อมูลจนได้รายชื่อ คณะโบโซ่ 5 6  คณะ แล้วก็ติดต่อไปขอร่วมงานด้วย โดยผมโดนปฎิเสธทั้งหมดพร้อมกับได้คำพูดคำหนึ่งบอกว่า มันเป็นความลับ หลังจากนั้นผมก็เริ่มท้อใจในหนทางของผม แต่ผมก็คงไม่หยุดแค่นั้นผมก็ค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตจนได้เจอคณะหนึ่งโพสข้อความว่า รับสมัครนักแสดง คุณสมบัติสามารถบิดลูกโป่งได้ ตรงกับผมเลยครับ ผมดีใจมากครับรีบโทรไปสมัครทันที เค้าให้ผมแต่งชุดตลกและก็แต่งหน้าด้วย พร้อมเตรียมลูกโป่งและอุปกรณ์ไปเอง ทำงานตั้งแต่ห้างเปิดจนรอบสุดท้าย 6 โมงเย็น แสดงเสร็จประมาณ ทุ่มตรงพอดี ให้ค่าแรงวัน 600 บาท ผมบิดลูกโป่งไปวันละประมาณ 200 บาท เหลือค่าแรงวันละ 400 บาท แต่ผมไม่มีทางเลือกครับ เพื่อแลกกับเวทีอันทรงคุณค่าหรือเส้นทางการเป็น Clown ของผม ผมยินดีที่จะทำงานชิ้นนี้ตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนผมไม่ได้มองเรื่องเงินผมให้ความสนใจกับการแสดงมากกว่า  ผมยอมรับว่าผมมีความสุขตลอดเวลาที่ผมได้แสดงผมสังเกตุได้จากรอยยิ้มกับคนที่รอลูกโป่งจากผมแม้กระทั่งผมถ่ายรูปมาภาพรอยยิ้มก็จะติดมาด้วยเสมอ มีอยู่กรณีหนึ่งผมไปแสดงที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งผมเดินเข้าไปห้องน้ำเพื่อทำการเปลี่ยนชุดและแต่งหน้าเพื่อทำการแสดงตอนเดินเข้าห้องน้ำเจอป้าที่ทำความสะอาดหน้าตาแกบอกบุญไม่รับจริงๆ ไม่รู้ไปโกรธใครมา ผมไม่อยากเดินเข้าใกล้เลย แต่หลังจากผมแต่งตัวและแต่งหน้าเสร็จแล้ว เดินออกมาจากห้องน้ำป้าแกเห็นผมยิ้มแฉ่งเห็นฟันหลอเลย  ผมเนี้ยขำๆ ไม่นึกว่าการแต่งกายกับการแต่งหน้าของผมนี้ มันมีอิทธิพลกับอารมณ์ของคนได้ขนาดนี้ หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา ผมก็มีลูกค้าเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากผมไปแสดงมาหลายที่ จนกระทั่งวันหนึ่งผมมาดูการแข่งขันการทำลูกโป่งระดับนานาชาติที่เซ็นทรัลเวิลด์ทำให้ผมได้รู้จักชายสูงอายุคนหนึ่งอายุราวๆ 60 กว่า ๆ ซึ่งมาดูการแข่งขันการทำลูกโป่งเหมือนกันแล้วเขาก็เข้ามาทำความรู้จักกับผมพร้อมกับการแนะนำตัวว่า เขาเป็นนักมายากล และ เป็นตัวตลก หรือ Clown ยุคแรกๆ ของเมืองไทย ชื่ออาจารย์บุรี สายอินทร์  ทำงานทางด้านการแสดงโชว์ตามโรงแรมต่างๆมาไม่น้อยกว่า 25 ปี หลังจากนั้นผมก็สนิทสนมกับอาจารย์ในเวลาต่อมา อาจารย์บุรีได้ถ่ายทอดวิชาความรู้ต่างๆ ทางด้านวิธีการทำงาน วิธีการนำเสนอให้โดยท่านไม่ได้หวงวิชาแต่อย่างใดทำให้ผมได้มีโอกาสหาความรู้กับอาจารย์ ในเรื่องของการส่งโชว์การแสดง ไม่ว่าจะเป็น มายากล, โบโซ่บิดลูกโป่ง,โบโซ่โยนจักกลิ้ง, ตัวตลกขายาว, ละครลิง, สุนัขโชว์ ,กายกรรม,ละครใบ้,มาสคอท,ฯลฯ งานโชว์เกือบทุกชนิด  อาจารย์บุรี สายอินทร์ เป็นผู้มอบโอกาสในการทำงานให้กับผมและยังชอบช่วยเหลือสำหรับผู้ด้อยโอกาสให้มีโอกาสในการทำงาน

หลังจากนั้นผมจึงเกิดความคิดว่าต้องศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมทางด้านลูกโป่งจากผู้เชี่ยวชาญทางด้านลูกโป่งโดยตรง ผมจึงได้ไปเรียนรู้วิชาทางด้านลูกโป่งในเรื่องการจัดตกแต่งสถานที่ด้วยลูกโป่งกับ อ.ปรีชา กระจังทอง อาจารย์ท่านก็สอนผมจนละเอียดในเรื่องลูกโป่งและเป็นที่ปรึกษาที่ดี   ท่านเป็นคนดี  และยังคอยอบรมในเรื่องคุณธรรมสอนในเรื่องของการทำงานทำให้ผมสามารถก้าวไปเป็นนักจัดลูกโป่งมืออาชีพสามารถหารายได้ให้แก่ครอบครัวได้

                สุดท้ายนี้ขอฝากหลายๆ ท่านที่อาจเกิดปัญหาชีวิตในเรื่องของความจน ความท้อแท้ และความสิ้นหวังว่า สักวันคงต้องเป็นวันของเรา  ถ้าเรายังคงมีชีวิตอยู่ ขอให้ต่อสู้ต่อไปอย่ายอมแพ้ สักวันหนึ่งโอกาสต้องเป็นของเรา และสิ่งสำคัญที่สุด คือ โอกาสเราสามารถสร้างได้ด้วยตัวของเราเองครับ

 

 ยินดีให้คำปรึกษาสามารถติดต่อผมได้ที่เบอร์  081 775-7641 คุณโป๊ยก่าย

แก้ไขล่าสุด ( วันจันทร์ที่ 27 เมษายน 2009 เวลา 22:20 น. )  

Login Form